อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม

อุทยานแห่งชาติป่าหินงามตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต บนเทือกเขาพังเหย ภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับซับซ้อน ระดับความสูงประมาณ 200-800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปกคลุมด้วยป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ มีความหลากหลายของระบบนิเวศและมีไม้ดอกจำพวกดุสิตา เอนอ้าและ กล้วยไม้ ขึ้นอยู่จำนวนมาก
จุดท่องเที่ยวในเขตอุทยานได้แก่ลานหินงามและลานหินหน่อ  เป็นบริเวณที่มีโขดใหญ่รูปร่างแปลกๆ กระจายอยู่เต็มไปหมดในเนื้อที่กว่า 10ไร่ เกิดจากการกัดเซาะของเนื้อดินและหินเป็นรูปลักษณ์แตกต่างกัน สามารถจินตนาการเป็นรูปต่างๆ เช่น หินรูปตะปู รูปเรด้าร์ รูปแม่ไก่ รูปถ้วยฟีฟ่า ฯลฯ


 

ทุ่งดอกกระเจียว หรือ ทุ่งบัวสวรรค์ เหมาะมาเที่ยวชมในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน-สิงหาคม บนท้องทุ่งหญ้าเพ็กสีเขียวจะมีดอกกระเจียวสีชมพูอมม่วงขึ้นแซมอยู่ทั่วไป มองดูสวยงามมาก ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 1 กิโลเมตร

                           

 

สุดแผ่นดิน ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นจุดที่สูงที่สุดของเทือกเขาพังเหย ห่างจากที่ทำการอุทยานราว 2 กิโลเมตรมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 846 เมตร เป็นแนวหน้าผาซึ่ง เป็นรอยต่อระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน ที่จุดชมวิวสุดแผ่นดินจะมองเห็นทิวทัศน์สันเขาสลับซับซ้อน และมีสายลมพัดเย็นสบายตลอดวัน

ผาก่อรัก อยู่ห่างจากสุดแผ่นดินไปทางทิศเหนือประมาณ 400 เมตร เป็นหน้าผาตัดแนวดิ่ง 90 องศา สูง 30 เมตร ยาว 100 เมตร อุทยานจัดกิจกรรมโรยตัว ปีนหน้าผาไว้บริการนักท่องเที่ยว
บริเวณจุดท่องเที่ยวทั้งสามแห่งมีทางราดยางเข้าถึง โดยทางอุทยานฯได้จัดทำลานจอดรถบริเวณจุดท่องเที่ยวแต่ละแห่ง จากลานจอดรถนักท่องเที่ยวต้องเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่จัดทำไว้ โดยทางเดินไปทุ่งดอกกระเจียวจะเชื่อมต่อกับจุดชมวิวสุดแผ่นดิน ใช้เวลาเดินท่องเที่ยวประมาณ 1 ชั่วโมงและในช่วงเทศกาลดอกกระเจียวบาน จะมีบริการรถสองแถววิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ ภายในบริเวณอุทยานฯ ด้วย
 
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ตั้งอยู่ ณ บ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งแม่น้ำป่าสักมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ในจำนวน 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทย เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 14,520 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะของลุ่มน้ำแคบเรียวยาว แหล่งต้นน้ำอยู่จังหวัดเลย ลำน้ำมีความยาว 513 กิโลเมตร ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูก และ บรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นประจำในลุ่มน้ำป่าสัก เป็นผลสืบเนื่องมายังเขตกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑลด้วย ซึ่งนำความเดือนร้อนมาให้ราษฎร์เกือบทุกปี ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส  เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานว่า หากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปัจจุบัน ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนได้ จะต้องก่อสร้างเขื่อน 2 แห่ง ที่แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำนครนายก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินการ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2537 - 2542 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานนามเขื่อนนี้ว่า "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" อันหมายถึง "เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ" เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้เริ่มเก็บกักน้ำครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบดีราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธี  เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีลักษณะเป็นเขื่อนดิน แกนดินเหนียว ความยาวประมาณ 4,860 เมตร ระดับกักเก็บน้ำสูงสุดที่ +43.00 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ปริมาณกักเก็บน้ำ 960 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีอาคารระบายน้ำ 3 แห่ง
      การก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 23,36 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้าง ด้านชลประทาน 7,831 ล้านบาท งบประมาณแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 15,505 ล้านบาท โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และงานอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบเสร็จสมบูรณ์และ เพื่อเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติในวาระที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
 

ทุ่งทานตะวัน
 
ดอกทานตะวันเป็นดอกไม้ที่หันหน้าสู้แสงตะวัน (พระอาทิตย์)เป็นพืช ล้มลุกที่ชอบแสงแดดจัด ต้องการน้ำน้อย ทนต่อความแห้งแล้งได้ดีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น

เพียง 153 กม. จากกรุงเทพฯถึงลพบุรีซึ่งเป็นแหล่งปลูกทานตะวันที่มากที่สุดในประเทศไทย โดยประมาณถึง 300,000 ไร่พอเดินทางเข้าเขต อ.พัฒนานิคม ตามเส้นทางจะเห็นทุ่งทานตะวันเป็นระยะๆขนาดพื้นที่เล็กบ้างใหญ่บ้าง ต้น ทานตะวันสูงบ้างเตี้ยบ้างดอกทานตะวันเล็กและใหญ่สลับกันไป บ้างเหี่ยวเฉาไปแต่ก็ยังมีอีกหลายทุ่งที่เบ่งบานเต็มที่รอให้ นักท่องเที่ยวมายลมาสัมผัสกับดอกทานตะวันอย่างใกล้ชิด
สองข้างทางเป็นทางเดินบังคับเพื่อเดินเข้าไปในทุ่งดอกทานตะวัน โดยจะต้องเสียค่าบำรุง 10 บาทต่อคนและภายในทุ่งจะมากมายไปด้วยผู้คนที่อยากจะถ่ายรูปแบบใกล้ชิดกับดอกทานตะวันสีเหลืองสดใสและกับดอกทานตะวันประดิษฐ์หลากหลายแบบที่ทางทุ่งได้จัดเตรียมไว้สำหรับนักท่องเที่ยวได้ชักภาพโดยเฉพาะแถมด้วยไม้ไผ่ที่ต่อเติมให้ปีนขี้นไปด้านบนเพื่อยลทุ่งทานตะวันได้ระยะไกลสุดลูกหูลูกตาอีกด้วย


  

 



ข้อมุลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
http://thai.tourismthailand.org/  , www.chaiyaphum.go.th และ www.google.co.th